วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

เยอรมนี.. สถานที่และจุดหมายปลายทางแห่งความฝัน


ทุกคนมีความฝัน.. ซึ่งฝันของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนอาจฝันอยากเป็นหมอ บางคนฝันอยากเป็นนักการทูต บางคนฝันว่าต้องรวย หรือบางคนอาจจะฝันที่อยากเดินทางออกไปผจญภัยกับโลกกว้าง และฉันก็คือหนึ่งในสมาชิกของคนที่ฝันในอย่างสุดท้ายนี้ และตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่บนเบาะและมีเข็มขัดรัดเอาไว้รอบสะเอว สายตาเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่างสี่เหลี่ยมทรงแคบ ตอนนี้แสงสว่างยามเช้ากำลังมาเยือน จนทำให้มองเห็นหมู่หลังคาตึกไกลลิบ ที่ดูคล้ายกับหมู่บ้านตุ๊กตา อีกไม่นาน เครื่องบินลำนี้ก็จะแลนดิ้งลงสู่จุดหมายปลายทาง ณ ท่าอากาศยานมิวนิกฟรานซ์โยเซฟชเทราซ์ ประเทศเยอรมี...

เมืองมิวนิก (Munich)



มิวนิกคือเมืองหนึ่งในเยอรมนีหรือเยอรมันที่เราค่อนข้างคุ้นหู และได้ยินชื่ออยู่บ่อยๆ จนบางคนอาจเผลอไผลคิดไปว่าที่นี่คือเมืองหลวงของเยอรมันหรือเปล่าแต่แม้ที่นี่จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่มันก็เป็นเมืองที่สำคัญของประเทศอยู่ดีค่ะ ซึ่งฉันจะไม่บอกว่านั่นเป็นเพราะว่ามิวนิกเป็นเมืองขนาดใหญ่ติด 1 ใน 3 ของประเทศหรอกนะคะ แต่ฉันจะมอบความดีความชอบให้กับ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิกต่างหาก ที่ทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จนกลายเป็นเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และอีกหนึ่งอย่างก็คือ เพราะมิวนิกนั้นเป็นศูนย์กลางของการเดินทางสู่ดินแดนอื่นๆ แห่งทวีปยุโรปนั่นเอง

จัตุรัสมาเรียนปลัตส์ (Marienplatz)




หลังจากเดินทางมาถึงเมืองมิวนิกสถานที่แรกที่เราได้ไปทักทายก็คือจัตุรัสมาเรียนปลัตส์เนื่องจากได้ยินมาว่าตรงจุดนี้คือใจกลางของเขตเมืองเก่า ทั้งยังเป็นจุดชมเมืองที่ดีที่สุดด้วยค่ะ ซึ่งที่นี่บางคนเขาก็เรียกว่าจัตุรัสแมรี่ โดยตามประวัติของที่นี่ก็คือมันถูกสร้างมาตั้งแต่ยุคกลาง นับๆ ดูก็ 850 กว่าปีมาแล้วล่ะค่ะ จุดเด่นที่นี่ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจก็คือเสาพระแม่มารีสีทองซึ่งที่ตรงนี้ชาวเมืองเขาจะใช้เป็นจุดหลักในการเริ่มนับระยะทางจากตัวเมืองมิวนิกค่ะและอีกแห่งก็คือหอระฆัง Glockenspiel  ที่ตั้งอยู่บนศาลาว่าการเมืองใหม่ ซึ่งพอถึงเวลาที่กำหนด ก็จะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำ แต่เอาจริงๆ นะคะ ทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ล้วนแต่ทำให้เราประทับใจทั้งหมดเลย โดยเฉพาะอาคารต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตนั้น คือไม่ว่าจะถ่ายรูปจากมุมไหนก็สวยไปหมดเลยล่ะค่ะ

ศาลาว่าการเมืองใหม่ (Neuse Rathaus)





หลังจากถ่ายรูปบรรยากาศมุมต่างๆ กลางจัตุรัสเสร็จแล้ว เราก็หันกลับมาให้ความสนใจในตัวของศาลาว่าการเมืองใหม่มากขึ้นค่ะ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บาโร้ก ดูจากสภาพภายนอกแล้วถึงจะมีชื่อว่าเป็นศาลาว่าการเมืองใหม่  แต่อายุอานามก็ไม่น่าจะน้อยนะคะ สังเกตจากความเก่าแก่ และความขลังของตัวอาคาร แต่มีคนบอกมาค่ะว่าที่นี่จุดเด่นของเขาก็คือมันจะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งเราก็รอไม่นานค่ะ เพราะช่วงมาเยือนคือหน้าหนาว พอ 11 โมงตรงปุ๊บ เหล่าตุ๊กตาหลากหลายแบบก็ออกมาเต้นระบำให้เราดู น่ารักมากๆ ค่ะแม้จะอยู่สูงไปหน่อยก็เหอะ แต่มีคนมารอดูเยอะเลยล่ะค่ะ เห็นบอกว่าช่วงหน้าร้อนเจ้าตุ๊กตาพวกนี้จะเปลี่ยนเวลาออกมาเต้นรำในช่วง 5 โมงเย็นนะคะ ถ้าใครมาจะได้ไม่เสียเที่ยว

เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ (Frauenkirche)





ไม่ไกลจาศาลาว่าการเมืองใหม่ อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็คือโบสถ์พระแม่มารีหรือชื่อตามภาษาเยอรมันคือ เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อค่ะ เป็นโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐสีแดงดูน่าเลื่อมใส ความสูงตั้งแต่ฐานถึงยอดที่อ่านเจอคือ 99 เมตรค่ะ เราแหงนมองตรงหลังคาโบสถ์ มันมี 2 ยอดค่ะ สีออกเขียวๆ อมฟ้าลักษณะเหมือนโดม แต่เขาบอกว่าจริงๆ แล้วมันคือทรงหัวหอมคู่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิคต่างหากล่ะคะ ทั้งนี้ใครที่อยากขึ้นไป สามารถนะคะ คือเดินขึ้นบันไดไปก่อนแล้วต่อด้วยลิฟท์ ข้างบนจะสามารถมองเห็นวิวเมืองสวยมาก แต่จริงๆ ไฮไลท์มันอยู่ที่แท่นบูชาภายในโบสถ์ต่างหากเล่า คือเขาจะตกแต่งอย่างหรูเลยล่ะค่ะ และมีรอยเท้าปีศาจอยู่ตรงนั้นด้วย ซึ่งเราก็ไม่รู้ที่มาที่ไปเหมือนกัน จริงๆ แล้วมันมีแผ่นป้ายอธิบายค่ะ แต่เนื่องจากเป็นภาษาเยอรมันล้วนๆ เราซึ่งไม่กระดิกหูภาษานี้ก็เลยอ่านไม่ออกเลยซักคำ

พระราชวังเรสซิเดนซ์มิวนิก (ResidenzMunchen)





จริงๆ แล้วเราควรจะเรียกที่นี่ว่าพระราชวังเรสซิเดนซ์มึนเช่นมากกว่าค่ะ แต่เนื่องจากคำว่ามึนเช่นก็คือมิวนิกนั่นแล ดังนั้นถ้าเราจะเรียกพระราชวังเรสซิเดนซ์มิวนิกก็ไม่ได้ผิดอะไรค่ะ ที่นี่ถือเป็นพระราชวังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองในด้านการตกแต่งภายใน โดยอดีตเคยเป็นทั้งที่ประทับและทรงงานของกษัตริย์แห่งแคว้นบาเยิร์นและเหล่าขุนนางทั้งหลายมากว่า 500 ปี แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยโรงเรียนเยอรมันไปแล้วค่ะ ภายในมีห้องมากมายถึง 130 ห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าทั้งเฟอร์นิเจอร์ ภาพเขียน เครื่องเคลือบ และเครื่องเงิน แต่แนะนำว่าถ้าคุณมีเวลาจำกัดยังไงก็อย่าพลาดชมห้องไฮไลท์คือ Antiquarium Hall of Antiquities ไม่งั้นอาจเรียกว่ามาไม่ถึง ส่วนราคาการเข้าชมภายในพระราชวังนั้น ถ้ารวมทั้งหมดทุกส่วนจะอยู่ที่ 9 ยูโรค่ะ สามารถถ่ายรูปได้ตามสะดวก แต่เขาห้ามแค่ใช้แฟลชอย่างเดียวค่ะ

ตลาดวิคทัวเลียน (Viktualienmarkt)





จริงๆ แล้วมิวนิกเป็นเมืองใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายนะคะ แต่เนื่องจากเราอยากเที่ยวและได้เห็นมุมมองหลายๆ อย่างที่แตกต่างกันของเมือง เพื่อที่จะได้ซึมซับบรรยากาศของเมืองได้ครบทุกรูปแบบ ดังนั้นจุดสุดท้ายที่เราไปเยือนก็คือตลาดวิคทัวเลียน ที่นี่ก็อยู่ใกล้ๆ กับจัตุรัสมาเรียนปลัตส์นั่นแหละค่ะ มาจัตุรัสแห่งนี้เที่ยวได้หลายที่คุ้มจริงๆ ค่ะ มันเป็นตลาดกลางแจ้งขายอาหารสารพัดชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเมือง และเก่าแก่ที่สุดด้วย คือมีมาตั้งแต่ปี 1807 ปัจจุบันก็อายุปาไป 200 ปีนิดๆ แล้วล่ะค่ะ ที่นี่นอกจากจะมีของขายแล้วยังมีของให้ชิมฟรีอีกด้วยนะคะ ใครอยากประหยัด เดินชิมทั้งตลาดก็น่าจะอิ่มไปได้หนึ่งมื้อเลยล่ะ แฮ่ ล้อเล่นค่ะ เราสำรวจแทบจะทุกซอกมุมของตลาด และได้ข้อสรุปว่าทำไมตลาดแห่งนี้ถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ที่อื่นในย่านเดียวกัน คือมันไม่ใช่สาเหตุเพราะมีที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีสถานะเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยประเพณีท้องถิ่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากตลาดทั่วๆ ไปนั่นเองค่ะ

เมืองอุล์ม (Ulm)






ทุกคนบนโลกนี้แทบจะไม่มีใครที่จะไม่รู้จักอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎียอดอัจฉริยะของโลกผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพอันลือลั่น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเมืองอุล์มแห่งประเทศเยอรมีนี่แหละค่ะคือบ้านเกิดของเขา นี่คือเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเยอรมันที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งไม่ใช่เพราะไอน์สไตน์เท่านั้น แต่เนื่องจากความสวยงามและเก่าแก่ของเมืองต่างหากล่ะคะ เพราะนอกจากจะตั้งอยู่ริมชายฝั่งแม่น้ำดานูบที่อยู่ทางใต้ของประเทศแล้ว ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 850 นั่นจึงทำให้ที่นี่กลายเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกเมืองของประเทศไปโดยปริยาย

วิหารอูล์มเมอร์ มืนสเตอร์ (Ulm Münster) 





เมื่อเดินทางถึงเมืองอุล์มในช่วงเช้า เราไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลาค่ะ เพราะตอนนี้และขณะนี้การเที่ยวย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด ดังนั้นสถานที่แรกซึ่งเราเดินทางไปเยือนก็คือวิหารอูล์มเมอร์ มืนสเตอร์ แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมือง ด้วยชื่อเสียงที่ลือกระฉ่อนไปสามย่านเจ็ดย่านว่าที่นี่นอกจากจะเก่าและแก่ด้วยอายุที่มากกว่าคุณทวดของคุณทวดของเราแล้ว (ก็สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 นี่คะ) ที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สูงสุดในโลก (ที่สร้างเสร็จแล้ว) ด้วยความสูงเพียงเบาะๆ แค่ 161.53 เมตรเอ๊งงง ซึ่งแม้จะตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง แต่เดินไปทางไหนก็เห็นตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอย่างชัดเจน

เขตชุมชนชาวประมง (Fishermen's Quarter)




เขตชุมชนชาวประมงคือศูนย์กลางของเมืองอูล์มซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคกลาง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 โดยมันถูกสร้างขึ้นรอบๆ ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ ทำให้บริเวณแถบนี้มีแต่อาคารในยุคกลางค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน โรงแรม หรือร้านค้า ซึ่งในอดีตเนี่ยชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อาศัยในแถบนี้ก็จะเป็นชาวประมงและคนฟอกหนังค่ะ ซึ่งเป็นอาชีพที่ต่างได้รับผลประโยชน์จากการอยู่ใกล้ชิดติดกับแม่น้ำทั้งนั้นค่ะ แต่ปัจจุบันก็เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพ นอกจากนี้ด้วยความเก่าแก่ของอาคารต่างๆ จึงทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากค่ะ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่จะเต็มไปด้วยงานเทศกาลที่แตกต่างกัน ทำให้ตรอกซอกซอยแคบๆ เหล่านี้ยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีทัวร์พิเศษโดยไกด์ท้องถิ่นในยามค่ำคืนด้วยนะคะ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein Memorial)





อนุสรณ์สถานอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คืออนุสรณ์สถานขนาดเล็กที่สร้างขึ้นในแบบอนุสาวรีย์และลานน้ำพุ เพื่อเป็นเกียรติแก่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองอูล์ม โดยอนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากวิหารอูล์มเมอร์ มืนสเตอร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพียง 750 เมตรเท่านั้น โดยที่นี่ได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายถาวรเรื่องราวชีวิตของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งก่อนเสียชีวิตมาตั้งแต่ปี 1968 หลังจากที่เขาเสียชีวิตมาแล้ว 13 ปี ส่วนด้านหน้าอนุสรณ์สถานจะเป็นน้ำพุซึ่งเป็นประติมากรรมที่หล่อด้วยบรอนซ์ ที่สร้างขึ้นในปี 1984 โดยเป็นรูปหัวของไอน์สไตน์ที่มีสายตาเจ้าเล่ห์และแลบลิ้นออกมาด้วยความคึกคะนอง

ย่านมาร์เก็ต สแควร์ (Market Square)





ย่านมาร์เก็ต สแควร์ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์อีกแห่งของเมืองอูล์มค่ะ มีลักษณะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมยาวล้อมรอบไปตามทิศต่างๆ ทั้งเหนือใต้ออกตก จึงทำให้ย่านนี้มีอาณาเขตครอบคลุมอาคารที่สำคัญๆ ของเมืองไว้มากมาย นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ทั้งห้องสมุดประชาชน อาคารศาลากลางเดิมหรือที่เรียกว่า Town Hall พิพิธภัณฑ์ อาคารโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของนาฬิกาดาราศาสตร์ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าอีกมากมาย โดยอาคารบางส่วนในจุดนี้บางหลังก็ได้ถูกทำลายลงไปในช่วงของสงคราม แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่และสร้างใหม่หลังจากสงครามผ่านพ้นไปค่ะ ดังนั้นหากใครที่ต้องการศึกษาหรืออยากเห็นประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของอูล์มนับตั้งแต่อดีตแล้วล่ะก็ ต้องมาที่นี่เลยค่ะ

เมืองสตุทท์การ์ท (Stuttgart)






หลังจากไปเดินละเลียดกินลมชมวิวที่เมืองอูล์มแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมันค่ะ ซึ่งจุดหมายปลายทางของเรานั้นอยู่ที่รัฐบาเดน-เวิร์ทเทมแบร์ก และแน่นอนเมื่อมาถึงที่นี่แล้วเราจะพลาดเมืองหลวงของรัฐอย่างสตุทท์การ์ทไปได้อย่างไรล่ะ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นดังศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของรัฐแล้ว ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญด้วยนะเออ ด้วยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวมากๆ คือบริเวณป่าดำ (Black Forest) นั่นเอง นอกจากนั้นใครที่ชอบในเรื่องของศิลปะ นวัตกรรมยานยนต์ไม่ควรพลาดที่นี่คะ เพราะมีพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่จัดแสดงผลงานทางศิลปะเยอะมาก รวมถึงพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่เด่นๆ ก็มี Stuttgart State Gallery และ Stuttgart Kunstmuseum คือน่าทึ่งมากค่ะเมืองนี้บอกเลย

Koenig Strasse 





แม้ว่าสตุทท์การ์ทจะเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวมากมาย แต่หากใครมีเวลาน้อยสำหรับเมืองนี้เราก็คงต้องแนะนำที่นี่เลยค่ะ Koenig Strasse ซึ่งคุณจะเรียกมันว่าเป็นตลาด หรือถนนคนเดินก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือมันเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านค้าทุกประเภทค่ะ ตั้งแต่แบกะดินจนถึงไฮเอนด์เลยแหละ รวมทั้งบาร์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงาม ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงนิยมมาที่นี่กันมากๆ เลยโดยเฉพาะถ้าเป็นวันหยุดที่อากาศดีๆ แล้วล่ะก็ ช่างเหมาะกับการมาปิกนิกเสียจริงๆ หรือจะเดินเล่นซื้อของช้อปปิ้งก็ตามสะดวก นอกจากนั้นวันดีคืนดียังมีการแสดงดนตรีสดให้ฟังด้วยนะคะ เรียกว่าเป็นสถานที่รวมความหลากหลายที่ใครมาผ่านมาสตุทท์การ์ทไม่ควรพลาดเลยจริงๆ ค่ะ

เมืองไฮเดลแบร์ก (Heidelberg)




จากสตุทท์การ์ทเราเดินทางต่อไปยังเมืองไฮเดลแบร์ก หรือถ้าอ่านตามภาษาอังกฤษก็คือไฮเดลเบิร์กนั่นแหละค่ะ ที่นี่เป็นเมืองเก่าแก่อายุกว่าพันปีที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเยอรมนี ซึ่งจริงหรือเปล่านั้นคงต้องมาพิสูจน์กันเองค่ะ เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นนะจ๊ะ ส่วนเราเองหากถามว่าชอบเมืองนี้ไหม ก็คงต้องบอกว่าที่สุดค่ะ เพราะจุดเด่นของไฮเดลแบร์กคือเสน่ห์ของฉากหลังที่เป็นเมืองเก่า ทั้งปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี มหาวิทยาลัยก็ดูเก่าแก่น่าศึกษา แหล่งช้อปปิ้งที่ผสมผสานความเก่าและความทันสมัยอย่างลงตัว แต่น่าแปลกค่ะที่เมืองนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวามากๆ ค่ะ ไม่อึมทึมขรึมเศร้าแต่อย่างใดเลย คือมันแตกต่างจากเมืองเก่าทั่วๆ ไปที่เคยได้ไปสัมผัสมาน่ะค่ะในความรู้สึกของเรา

ปราสาทไฮเดลแบร์ก (Heidelberg Castle) 





ว่ากันว่าหากมาถึงเมืองไฮเดลแบร์ก The must ที่พลาดไม่ได้เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึงก็คือปราสาทที่มีชื่อเดียวกับเมืองนั่นเองค่ะ ซึ่งการจะไปปราสาทไฮเดลแบร์กเนี่ยเราจะต้องเดินผ่านจัตุรัส Karlplatz ไปซะก่อน ให้สังเกตจุดที่มีรูปปั้นพระแม่มารีอยู่นะคะ มองไปด้านหลังรูปปั้นขึ้นไปบนเนินเขาก็จะเห็นตัวปราสาทสีเข้มเลยล่ะ ทีนี้ก็มาถึงวิธีขึ้นไปบนปราสาทแล้ว นั่นก็คือต้องเลือกว่าจะเดินขึ้นบันไดหรือจะนั่งรถรางไปดี ถ้าเลือกขึ้นบันไดก็จิ๊บๆ ค่ะ แค่ 313 ขั้นเอ๊งงง แต่สำหรับเราเลือกนั่งรถรางค่ะ ประหยัดเวลาเอาไว้ชมข้างบนปราสาทน่าจะดีกว่า แต่ขอแอบกระซิบนิดนึงนะคะ ถึงจะเลือกวิธีเดินขึ้นไป แต่ตั๋วเข้าชมปราสาทมันก็รวมค่ารถรางเอาไว้อยู่ดีค่ะ ดังนั้นเลือกกันดีๆ นะคะ

สำหรับตัวปราสาทไฮเดลแบร์กหากเทียบกับปราสาทอื่นๆ ในเยอรมันต้องถือว่าเล็กกว่าค่ะ ก่อสร้างด้วยอิฐแดงในสถาปัตยกรรมแบบโกธิค เรเนซองค์ดูขลังดีค่ะ เอาเป็นว่าเรื่องของประวัติของปราสาทเราไม่ขอพูดถึงนะคะ แต่ขอแนะนำว่าหากขึ้นมาบนนี้แล้ว จะต้องเข้าไปชมถังไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ นอกจากนั้นยังมีมิวเซียมภายในด้วย เป็นมิวเซียมเภสัชวิทยานะคะ ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว แต่ไฮไลท์จริงๆ ของปราสาทแห่งนี้ เราว่ามันคือวิวของเมืองที่อยู่ด้านล่างต่างหากล่ะ สวยและโรแมนติกมาก ไม่ผิดหวังที่ขึ้นมาค่ะ งานนี้ถ่ายรูปไปหลายร้อยใบเลยล่ะ

ย่านเมืองเก่า (Heidelberg Old Town)




ที่ไฮเดลแบร์ก ตัวเมืองจะถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือตัวเมืองใหม่และตัวเมืองเก่าค่ะ ซึ่งส่วนที่สวยงามคลาสสิกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเมืองนี้ก็คือในส่วนของตัวเมืองเก่านี่เอง และเมืองเก่านี้ยังเป็นที่ตั้งของปราสาทไฮเดลแบร์กด้วย ตอนแรกที่เราผ่านเข้ามาในย่านเมืองเก่า สิ่งที่สะดุดตาเลยก็คือบ้านเรือนที่มองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้สร้างมาใหม่แน่ๆ ที่ตั้งเรียงรายขนานไปกับแม่น้ำเนคคาร์ แต่เราแนะนำว่าขึ้นไปชมปราสาทก่อนค่ะ จากนั้นจึงค่อยมาเดินเที่ยวภายในเมืองเก่ากัน ที่นี่ก็จะเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการของเมืองด้วย สวยดีนะมีหอนาฬิกาบอกเวลาด้วย

เดินไปตามทางก็จะมีพวกร้านขายอาหารประเภทไส้กรอกขนมปังแก้หิวค่ะ แต่ถ้าอยากนั่งละเลียดจิบกาแฟ ที่นี่ก็มีร้านกาแฟเก๋ๆ ริมทางเยอะอยู่เหมือนกัน ส่วนราคาเราไม่ทราบค่ะ เพราะเลือกที่จะเดินชมเมืองดีกว่า เดินไปเรื่อยๆ จะเห็นสะพานที่ชื่อคาล ธีโอดอร์ ฮ้อยส์ บรุคเคอค่ะ ถ้าเรียกไม่ผิด เชิงสะพานจะเป็นหอคอยโดมคู่ที่สร้างในสไตลบาโร้ก สะพานนี้เป็นสะพานที่สร้างไว้ข้ามแม่น้ำเนคคาร์ที่สร้างโดยคาร์ล ธีโอดอร์ค่ะ มีรูปปั้นของเขาบนสะพานด้วย

เมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfort)






แฟรงก์เฟิร์ตคือหนึ่งเมืองของเยอรมนีที่เราคนไทยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามบ๊อยบ่อยค่ะ นั่นก็เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่มีไฟลท์บินตรงจากเมืองไทยนั่นเองค่ะ นอกจากนั้นแฟรงก์เฟิร์ตยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยนะคะ ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยวนั้น หากเทียบกับเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวค่ะ แต่กลับเป็นเมืองที่เราหรือนักท่องเที่ยวคนไหนๆ ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาเยือน งงไหมคะ ก็แหม ถ้าเราไม่มาแฟรงก์เฟิร์ตแล้วเราจะไปเมืองอื่นได้ยังไงล่ะเนอะ เพราะยังไงเราก็ต้องมาลงเครื่องที่สนามบินที่นี่อยู่ดี โฮะๆๆ แต่กระซิบว่าใครที่เป็นผีเสื้อราตรีล่ะก็ แฟรงก์เฟิร์ตไนท์ไลฟ์เจ๋งจริงๆ ค่ะ

จัตุรัส Frankfurt Romer




Romer เป็นชื่อของอาคาร 9 หลังของแฟรงก์เฟิร์ตซิตี้ฮอลล์ค่ะ โดยอาคารตรงกลางนั้นจะเชื่อมกับอาคารรอบๆ ที่ทั้งภายนอกและภายในจะตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคสมัยใหม่ ซึ่งอาคารเหล่านี้จะตั้งโดดเด่นเป็นสง่ากลางจัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยอาคารเก่า รวมไปถึงร้านค้า และร้านอาหารมากมาย รวมทั้งด้านหน้ายังมีน้ำพุที่สวยงาม จึงไม่แปลกหากที่นี่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดนี่บอกเลยว่าร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ นี่แทบไม่มีที่นั่งค่ะ ที่สำคัญเห็นสวยๆ แบบนี้ รู้ไหมคะว่าตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก แต่โชคยังดีที่มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่จนกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งแฟรงก์เฟิร์ตในปัจจุบันนี่แหละค่ะ

เมืองเวิร์ซบวร์ก (Wuerzburg)






เวิร์ซบวร์ก หรือวูร์ซบวร์ก เมืองบนเนินเขาแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนีค่ะ ด้วยลักษณะของเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารและบ้านเรือนในสไตล์บาโร้กนั่นเอง โดยตั้งอยู่ห่างจากแฟรงก์เฟิร์ตประมาณ 120 กิโลเมตรค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานด้วยนะคะ เรียกว่าเป็นเมืองที่ถูกค้นพบตั้งแต่ก่อนคริสตกาลเลยล่ะค่ะ ก่อนจะตกเป็นเมืองที่อยู่ใต้ปกครองของหลากหลายเชื้อชาติและหลากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายโรมันคาทอลิก ประเทศสวีเดน นอกจากนั้นยังผ่านสงคราม ผ่านความเสียหายมานับไม่ถ้วน กว่าจะตกอยู่ใต้การปกครองของแคว้นบาวาเรียแห่งเยอรมัน และเป็นเมืองสวยคลาสสิกจนถึงทุกวันนี้

ป้อมมาเรียนแบร์ก (Marienberg Fortress)




จากตัวเมืองเวิร์ซบวร์ก เมื่อมองสูงขึ้นไปบนเนินเขาเราจะเห็นป้อมปราการใหญ่โตสูงทะมึนดูน่าเกรงขาม ป้อมปราการนี้มีชื่อว่าป้อมมาเรียนแบร์กค่ะ มันถูกสร้างมาตั้งแต่ช่วงก่อนคริสตกาลโดยชาวเคลท์เพื่อใช้เป็นที่หลบภัย กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก็ได้สร้างเพิ่มเติมบนพื้นที่เดิมของโบสถ์มาเรียนเคียเชอร์ โบสถ์แห่งแรกของเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ที่เวิร์ซบวร์กอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันคาทอลิก เนื่องจากมีชัยภูมิที่ดีในการมองเห็นข้าศึกได้จากในระยะไกลๆ นอกจากนั้นยังได้มีการปรับปรุงป้อมปราการให้เป็นปราสาทแบบเรเนซอส์ด้วยนะคะ ก่อนจะถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์บาโร้ก ภายในมีพิพิธภัณฑ์ให้ชมด้วยนะคะ โดยได้รวบรวมผลงานศิลปะของทิลมัน ไรน์เมนชไนเดอร์เอาไว้ รวมถึงยังมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเวิร์ซบวร์กที่จัดแสดงแบบสามมิติด้วย แต่ส่วนที่เราชอบที่สุดก็คงเป็นร้านอาหารที่อยู่ด้านริมแม่น้ำ เนื่องจากจะสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ สะพาน และตัวเมืองเก่าได้ชัดเจนมากๆ

อัลเทอไมน์บรึค (AlteMainbruecke)





อัลเทอไมน์บรึค หรือสะพานเก่าข้ามแม่น้ำไมน์ ตอนที่เห็นครั้งแรกนั้น จุดเด่นที่สุดก็คงเป็นรูปปั้นของนักบุญทั้งหลายที่ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างสะพานนั่นแหละค่ะ ซึ่งสะพานหินแห่งนี้ตามประวัติคือสร้างในปี 1473-1543 (อันนี้จำนวนปีที่สร้างก็ลองบวกลบคูณหารกันดูนะคะ โดยเป้าหมายของการสร้างสะพานนี้ก็เพื่อทดแทนของเดิมที่สร้างในศิลปะแบบโรมาเนสก์นั่นเอง เราลองเดินนับรูปปั้นดูมีอยู่ทั้งหมด 12 ตัวค่ะ เขาบอกว่าจริงๆ แล้วรูปปั้นพวกนี้มันไม่ได้มีตั้งแต่ตอนสร้างสะพานนะ เพิ่งจะมาตกแต่งเพิ่มในปี 1730 นี่เอง ทั้งนี้สะพานอัลเทอไมน์บรึคเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองเก่า ป้อมมาเรียนแบร์ก และกรานทางเรือ ย่านชานเมืองอีกฝั่งของแม่น้ำไมน์ และความไม่ธรรมดาอีกอย่างของสะพานเหล็กนี้ก็คือตอม่อนั่นเองค่ะ คือด้านล่างเนี่ยเขาจะออกแบบไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรูจากทางเรือได้ด้วย

เรสซิเดนส์ ออฟ เวิร์ซบวร์ก (Residence of Wurzburg)





เรสซิเดนส์ ออฟ เวิร์ซบวร์ก คือพระราชวังสไตล์บาโร้กที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรปค่ะ ถ้าเข้าไปเยี่ยมชมด้านในตัวอาคารต้องซื้อตั๋วเข้าชม  แต่ก็มีบางห้องบางส่วนที่เปิดให้เข้าชมฟรี

ภายในปราสาทเขาประดับตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรกและโรโคโค อันหรูเลิศอลังการ อีกทั้งยังมีภาพเขียนสีเฟรสโก้ประดับบนฝาผนัง และเพดานห้องโถงอันงดงามวิจิตร โดยเฉพาะบันไดห้องโถงของปราสาทอันโด่งดัง ที่ปลอดภัยจากการระเบิดของฝ่ายพันธมิตร Residence Palace สวยงามมีคุณค่าเข้าตา จนยูเนสโก จดทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982

มหาวิหารซังค์กิเลียน (St. Killian Cathedral)





ออกจากResidence Palace เดินเรื่อยๆ ผ่านย่านใจกลางเมือง มหาวิหารซังค์กิเลียนซึ่งมีอายุกว่า 900 ปีคือจุดหมายสุดท้ายของเราในเมือเวิร์ซบวร์กค่ะ เราเดินไปตามถนนในเขตเมืองเก่าที่ปูด้วยหิน ผ่านร้านค้าและร้านอาหารมากมาย กระทั่งถึงที่หมาย มหาวิหารยอดแหลมในสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้านั้นดูค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว ทั้งที่ครั้งหนึ่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมันถูกทำลายไปจนเกือบเสียราบคาบ กระทั่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงปี1960-1967 โดยยึดรูปแบบเดิมเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสี่ของเยอรมนีทีเดียวค่ะ

เมืองโรเทนบวร์ก ออบ เดียร์ เทาเบอร์ (Rothenburg ob der Tauber)





มาถึงเมืองชื่อยาวเหยีดเกือบเมตรกว่ากันบ้าง ซึ่งเราจะขออนุญาตเรียกสั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่า "โรเทนบวร์ก" เมืองโบราณจากยุคกลางแห่งแคว้นบาวาเรีย ที่ยังคงความสมบูรณ์แบบมาถึงยุคปัจจุบัน ด้วยป้อมกำแพงเมืองสภาพสมบูรณ์ที่ล้อมรอบเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และเรอเนสซองส์ รวมไปถึงบ้านเรือนที่ถูกสร้างในรูปแบบเยอรมันขนานแท้เอาไว้ตั้งแต่โบราณ ทำให้ที่นี่กลายเป็นเมืองประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกและสมบูรณ์มากที่สุดในเยอรมันหลายๆ คนก็คงจะเห็นด้วยเช่นเดียวกัน

ย่านเมืองเก่า (Rothenburg ob der Tauber Old Town)





ย่านเมืองเก่าของโรเทนบวร์กคือส่วนที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองโบราณนั่นเองค่ะ โดยลักษณะของกำแพงที่ล้อมรอบเมืองเก่าจะเชื่อมต่อถึงกันหมดทุกด้าน ตรงนี้จะมีทางให้เราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินไม้บนกำแพงเมืองได้รอบๆ ด้วย ซึ่งระหว่างทางเราก็จะเจอกับประตูเมืองแล้วก็หอคอยอีก 8 จุดค่ะ ส่วนภายในก็จะเป็นอาคารบ้านเรือนในยุคกลาง ที่ก่อสร้างด้วยอิฐหลากสีสัน ก่อนจะมุงด้วยหลังคายอดแหลมสีส้มอีกที ดูแดงเถือกไปทั่วทุกมุมถนนเลยทีเดียว โดยอาคารเหล่านี้นอกจากจะเป็นโรงแรมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าที่ระลึก รวมทั้งสถานที่สำคัญๆ ต่างที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมความงามได้ อย่างเช่นศาลาว่าการ Ratstrinkstube สไตล์โกธิคเรอเนสซองค์ ส่วนอาคารสีขาวด้านหลังสไตล์โกธิค อ่างน้ำพุเซนต์จอร์จ โบสถ์เซนต์จาคอปส์ เป็นต้น

จัตุรัสมาร์ก (Markplatz)





เมื่อมาเยือนเขตเมืองเก่าของโรเทนบวร์ก จุดที่จะพลาดไม่ได้ก็คือจัตุรัสมาร์กที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองนั่นเองค่ะ ซึ่งว่ากันว่าที่นี่แหละคือจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปมากที่สุดจุดหนึ่งในประเทศเยอรมัน จนในที่สุดมันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ใครก็อยากจะมาเจอ โดยจุดนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมืองจำนวน 2 หลังติดกัน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณธ์ประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อย แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะชอบขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเมืองโรเทนบวร์กบนหอคอยสีงาช้างของอาคารศาลาว่าการมากกว่า โดยเสียค่าใช้จ่ายในราคาคนละ 2 ยูโร พอดูเสร็จแล้ว ถัดจากตัวอาคารศาลาว่าการไปทางขวาจะมีหอนาฬิกา ซึ่งในช่วงเวลา 11.00-15.00 น. และ 20.00-22.00 น. ของทุกวัน จะมีตุ๊กตารูปคนดื่มไวน์โผล่ ออกมากระดกแก้วให้ชมกันด้วย

                                     เมืองนูเรมเบิร์ก (Nuremberg)




คิดว่าใครที่ได้มาเยือนนูเรมเบิร์ก อีกหนึ่งเมืองจากแคว้นบาวาเรียที่ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่ดตเป็นอันดับสองของแคว้น ก็คงอดที่จะตกหลุมรักเมืองนี้เสียมิได้ แน่นอนว่าเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันค่ะ เพราะครั้งแรกที่ย่างเท้าเข้ามาในเมืองแห่งนี้ ก็รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยายยังไงยังงั้น กับความสวยงามน่าตื่นตะลึงของขุนเขา พระราชวัง  บ้านเรือนสไตล์โรมัน ทางเดินแบบยุคกลาง โบสถ์โบราณแสนสวย ยิ่งหากได้มาในช่วงฤดูหนาวที่หิมะสีขาวจะทับถมปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่งล่ะก็ จะยิ่งฟินกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยแหละ

วิหารเซนต์ ลอเรนซ์ (St. Lorenz kirche)





นอกจากนูแรมเบิร์กจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างของที่นี่ก็มีเอกลักษณ์ที่สวยงามไม่เป็นสองรองใครเช่นกันค่ะ ไม่เว้นแม้กระทั่งทางเดินหินแบบยุคกลางที่ทอดยาวไปยังอาคารต่างๆ โดยที่แรกที่เราขอไปชื่นชมให้เห็นกับตานั้นคือ วิหารเซนต์ ลอเรนซ์ที่ตัวโบสถ์แต่ดั้งเดิมเนี่ยถูกทำลายไปตั้งแต่ช่วงสครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่ที่เห็นปัจจุบันนี้คือเวอร์ชั่นบูรณะขึ้นมาใหม่ค่ะ การเข้าไปชมภายในโบสถ์ไม่เสียค่าเข้าชมนะ เมื่อเข้าไปแล้ว เราก็จะเห็นการตกแต่งในลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบยุคกลางที่ให้ความขลังและความสง่างาม แล้วพอออกมาจากโบสถ์แล้ว ตรงหัวมุมทางเดินของตัววิหารจะเป็นที่ตั้งของประติมากรรมน้ำพุ The Beautiful Fountain ค่ะ นักท่องเที่ยวที่มานี่ส่วนใหญ่ก็จะมาขอพรกัน วิธีการก็คือ ให้หมุนแหวนตรงน้ำพุเป็นจำนวน 3 รอบ โดยระหว่างที่หมุนแหวนก็ให้อธิษฐานสิ่งที่ต้องการไปด้วยค่ะ แล้วเราก็จะสมหวังกับสิ่งที่ขอ

ตลาดคริสท์คินเดิล (Hauptmarkt)





เมื่อเดินออกจากวิหารเซนต์ ลอเรนซ์แล้วเดินไปตาม Koning Strasse ไปเรื่อยๆ ผ่านมิวเซีม ผ่านรูปปั้น จากนั้นก็จะเจอแยกแล้วเลี้ยวขวาก็จะพบกับ Hauptmarkt อยู่เบื้องหน้าแล้วล่ะค่ะ ซึ่งที่นี่ถือเป็นตลาดอีกหนึ่งแห่งที่มีชื่อเสียงในระดับโลกเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะในช่วงคริสต์มาสที่นี่จะเต็มไปด้วยข้าวของเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสวางขายมากมาย ดูละลานตาไปหมด แต่แม้ว่าเราจะไม่ได้มาช่วงเทศกาล ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะไม่มีอะไรให้เที่ยวนะคะ เพราะนอกจากจะมีสินค้าทางการเกษตรอย่าง ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะดอกไม้ชนิดต่างๆ มาวางขายให้เราได้ใช้เวลาเดินแบบชิลล์ๆ แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์สำคัญอีกแห่งของเมืองอย่าง Frauenkirche รวมไปถึงน้ำพุสีทองแสนสวย Schöner Brunnen ให้เราได้ชื่นชมความงามและถ่ายรูปได้อย่างจุใจเลยแหละ

โบสถ์เฟราเอน (Frauenkirche)




โบสถ์ Frauenkirche เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึงสิบปี ที่นี่มีจุดเด่นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนกันมากก็คือบริเวณยอดแหลมของโบสถ์ที่เป็นหอนาฬิกานั่นเองค่ะ โดยความพิเศษของมันก็คือ เมื่อเวลาเที่ยงตรงปุ๊บ เหล่าตุ๊กตาก็จะออกมาเต้นระบำให้เราชม นอกจากนั้นก็ยังมีหุ่นจักรพรรดิ และบริวารมาเล่นดนตรีขับกล่อมอยู่ข้างๆ อีกด้วย


เมืองแบมเบิร์ก (Bamberg)





แบมเบิร์กคือหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในรัฐบาวาเรีย ด้วยเป็นเมืองแห่งศูนย์รวมทางประวัติศาสตร์ที่มีความโดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี จนทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1993 จึงไม่แปลกหากที่นี่จะกลายเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศเยอรมนี ที่หากใครมาประเทศแห่งนี้ก็ต้องมาเยือนทุกครั้งไป

มหาวิหารบัมแบร์กเซนต์ปีเตอร์และเซนต์จอร์จ (Bamberger Dom St. Peter und St.Georg)





เมื่อมาถึงแบมเบิร์ก สถานที่แรกที่เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมกคือมหาวิหารบัมแบร์ก หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อมากที่สุดของเมือง ซึ่งก่อตั้งโดยจักรพรรดิเฮนรีที่สองโดยสถาปัตยกรรมแบบโรมานเนสก์ตอนปลายและศิลปะแบบโกธิค โดยภายในประกอบไปด้วยหอทั้งสองด้านของตัวตึกจำนวน 4 หอ นอกจากนั้นข้างๆ ตัววิหารยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์พิพิธภัณฑ์จัดแสดงของมีค่าทางศาสนาด้วยค่ะ ซึ่งใครที่อยากเข้าไปชมก็สามารถเข้าไปชมได้ฟรีค่ะ ใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็ชมครบแล้วเพราะตัวพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะคะ ส่วนตัวมหาวิหารนี่ถ่ายรูปได้ตามสบายเลย แต่จะเปิดให้เข้าชมถึงแค่หกโมงเย็นเท่านั้นนะคะ ดังนั้นต้องรีบๆ ไปก่อนไปเที่ยวที่อื่นจะดีที่สุดค่ะ

ศาลาว่าการเมืองเก่า (Altes Rathaus)





ศาลากลางหลังเก่า Altes Rathaus ตั้งอยู่กลางเมืองแบมเบิร์กบนสะพาน Obere Brücke เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเร็กนิทซ์ ซึ่งปัจจุบันที่นี่ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ Sammlung Ludwig Collection Bamberg ไปแล้ว ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์คอลเลกชันพอร์ซเลนหรือพิพิธภัณฑ์เครื่องกระเบื้องนั่นเองค่ะ โดยภายในจะมีทั้งหมด 2 ชั้น มีคำอธิบายภาษาอังกฤษอย่างละเอียดถึงความแตกต่างของการทำเครื่องกระเบื้องในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งคนที่ชื่นชอบงานศิลปะพวกเครื่องกระเบื้องไม่ควรพลาดค่ะ โดยต้องเสียค่าเข้าชมเป็นเงิน 4.5 ยูโร

เมืองเดรสเดน (Dresden)






เมืองเดรสเดนเป็นเมืองเก่าอายุ 810 ปี ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำเอลเบอทางตอนใต้ของกรุงเบอร์ลินค่ะ ซึ่งแต่เดิมที่นี่เคยเป็นเมืองที่มีความสวยงามมาก แต่ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกทำลายลงบางส่วนจากการทิ้งระเบิดโดยฝ่ายพันธมิตร แต่ปัจจุบันก็ได้มีการบูรณะเมืองและซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่แล้ว นอกจากนั้นยังเป็นเมืองซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย มีระบบการขนส่งนักท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้เดรสเดนคืออีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของเยอรมนีที่ไม่ควรมองข้าม

เขตเมืองเก่า (Rathaus)





เมืองเดรสเดนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนที่เป็นเขตเมืองเก่า หรือที่เรียกว่า Altstadt นี้ถือเป็นเขตท่องเที่ยวที่น่าทึ่งและสวยงาม เพราะสถานทุกแห่งล้วนแต่มีความสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวมักจะมาแวะชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสมอๆ ก็ได้แก่โบสถ์ใหญ่โตสวยงามอย่าง Frauenkirche ที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาจากซากปรักหักพัง รวมไปถึงกำแพงที่ชื่อ The Fürstenzug ซึ่งมีความยาวถึง 101 เมตร สูง 10.46 เมตร และเป็นกำแพงที่ได้รับการประดับประดาด้วยกระเบื้องที่ยาวที่สุดในโลก นอกจากนั้นก็ยังมีที่เที่ยวที่อื่นๆ อีกมากมายเลยค่ะ ทั้งพิพิธภัณฑ์เอย อาคารเก่าแก่เอย โบสถ์สวยๆ เอย คิดว่าถ้าใครที่ชอบเรื่องของศิลปะและประวัติศาสตร์ ก็น่าจะชอบที่นี่แน่ๆ เลยค่ะ เพราะสามารถเดินได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ

ปราสาทซวิงเกอร์ (Zwinger Palace)





หลังจากเที่ยวเขตเมืองเก่าเสร็จแล้ว คิวต่อไปต้องที่นี่เลยค่ะ ปราสาทซวิงเกอร์ ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนของเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้ในอดีตที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอลเบอ โดยสร้างในสถาปัตยกรรมแบบบาโร้ก ที่มีอาคารหลักอยู่หนึ่งหลังที่ล้อมรอบไปด้วยซุ้มประตูจำนวนสามซุ้ม โดยที่แต่ละซุ้มจะมีทางเดิมลอยฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน มีสวนลอยที่มีน้ำพุและต้นไม้ประดับประดาอย่างร่มรื่น นอกจากนั้นยังมีการสร้างห้องโถงไว้ประจำสวนทั้งสองด้านอีกด้วยค่ะ

เมืองพอทสดัม (Potsdam)






พอทสดัม เมืองหลวงของรัฐบรันเดนบูร์กที่ตั้งอยู่บนบนแม่น้ำฮาเฟิล ทางด้านตะวันออกของประเทศเยอรมนี และอยู่ห่างจากกรุงเบอร์ลินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 26 กิโลเมตร ซึ่งความโดดเด่นของพอทสดัมทางด้านการท่องเที่ยวก็คือ ภูมิทัศน์ที่สวยงามด้วยเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยทะสาบที่เชื่อมต่อๆ กันนั้นเอง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ ในเยอรมนีเลย รวมถึงยังมีพื้นที่มรดกโลกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างพระราชวังซ็องซูซีที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองอีกด้วย

พระราชวังซ็องซูซี (Sanssouci Palace)





พระราชวังซ็องซูซีตั้งอยู่ในบริเวณสวนซ็องซูซี โดยถูกออกแบบก่อสร้างและตกแต่งในสไตล์ศิลปะแบบรอคโคโคที่หรูหราอลังการ เพื่อให้เป็นที่ประทับพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนของพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 โดยปัจจุบันที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมืองพอทสดัมที่ใครๆ ก็ต้องมา แต่ก็ใช่ว่าพระราชวังแห่งนี้จะเปิดให้ชมทุกช่วงฤดูกาลนะคะ เพราะจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเฉพาะเดือนเมษาถึงตุลาคมในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น โดยต้องเสียค่าเข้าชมในราคา 12 ยูโร แต่ถ้าใครไม่อยากเสียเงิน แค่เดินเที่ยวในบริเวณสวนของพระราชวัง อันนี้ไม่เสียเงินค่ะ ซึ่งสวนของที่นี่ขอบอกว่าสวยมาก มีน้ำพุสวยๆ หลายแห่งเลยค่ะ แต่ถ้าเป็นน้ำพุที่สำคัญที่สุดจะมีชื่อว่า Große Fontane อันนี้คือพลาดไม่ได้เลยล่ะ

กรุงเบอร์ลิน (Berlin)





เราปิดท้ายการเดินทางทริปนี้ที่เบอร์ลิน  เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศค่ะ ซึ่งที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง วัฒนธรรม และการคมนาคมก็ตาม ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่นี่ก็ไม่น้อยหน้าที่ไหนๆ ในโลก เพราะเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนติด 1 ใน 5 ของทวีปเลยทีเดียว นั่นก็เพราะเบอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยสถานที่ที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์มากมายค่ะ รวมไปถึงงานสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย เรียกว่าเป็นเมืองที่ชวนให้ละลานตาละลานใจที่สุดเลยล่ะค่ะ

อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall)





จุดท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราได้ไปชมในเขตกรุงเบอร์ลินนั้นได้แก่อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในพื้นที่ของโบสถ์เก่าแก่อย่าง Mitte ซึ่งจะปิดทำการในทุกๆ วันจันทร์นะคะ ซึ่งที่นี่ไม่เพียงแต่จะเป็นเขตอนุรักษ์พื้นที่กำแพงบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหอสังเกตการณ์ ที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ รวมไปถึงการเดินชมโบสถ์ใหม่ที่สร้างขึ้นแทนโบสถ์เก่าอย่าง Chapel of Reconciliation ส่วนถ้าใครอยากเดินชมรอบๆ กำแพงเมือง และอยากทราบประวัติของกำแพงในแบบที่ลึกซึ้ง ก็สามารถซื้อทัวร์เสียงภาษาอังกฤษได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ ได้ในราคาที่ไม่แพงเลยค่ะ

ประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg)





จากนั้นเราย้ายมายังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่สองอย่างประตูบรันเดนบูร์ก ที่กตั้งอยู่ระหว่างอาคาร Reichstag และ Holocaust Memorial ซึ่งลักษณะของประตูบรันเดนบูร์กจะเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก โดยจำลองแบบมาจากวิหาร Acropolis ในเอเธนส์ เพื่อใช้เป็นทางเข้าสู่ Unter den Linden ซึ่งเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลินค่ะ จุดนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันเยอมาก เพราะไม่เพียงแค่ความสวยของประตูเท่านั้นนะคะที่ดึงดูดใจ แต่เพราะว่าประตูบรันเดนบรูกส์นั้นตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ Friedrichstrasse ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งของเบอร์ลินนั่นเองค่ะ คือเที่ยวเสร็จก็ไปเดินช้อปปิ้งและหาอาหารอร่อยๆ กินได้เลย อ้อ.. แต่ถ้าจะให้ดีควรมาที่นี่ในช่วงตอนกลางคืนก็จะตื่นตาตื่นใจไปอีกแบบนะคะ เพราะเขาจะมีการประดับแสงไฟสวยๆ ตรงประตูนี้ด้วยค่ะ

พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน (Pergamon Museum)





พิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งสุดท้ายในเกาะพิพิธภัณฑ์ หรือ Museum Island ซึ่งตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของกรุงเบอร์ลินบนแม่น้ำสปรี โดยเป็นเกาะที่มีความสำคัญด้วยเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญระดับโลกนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ภายในเกาะก็จะประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์อยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่เราเลือกที่จะมาเพอร์กามอน เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเยอรมนีนั่นเอง โดยข้างในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงทั้งสถาปัตยกรรมแบบโรมัน ศิลปะแบบอิสลามจากตะวันออกกลาง รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากกรีก เป็นต้น เรียกว่ามาที่นี่เพียงที่เดียว ก็มีงานสถาปัตยกรรมหลายส่วนให้ชมแบบครบครันเลยทีเดียวค่ะ

อเล็กซานเดอร์พลาทซ์ (Alexanderplatz)





ก่อนจะโบกมือลาเบอร์ลินและเยอรมนีกลับสู่เมืองไทย เราปิดท้ายกันที่อเล็กซานเดอร์พลาทซ์ จัตุรัสขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำสปรีและวิหารเบอร์ลิน นอกจากงนั้นที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางขนส่งมวลชนในเบอร์ลิน รวมไปถึงยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม และเป็นจุดชมเมืองที่สวยงามอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากใครอยากจะช้อปปิ้งก่อนเดินทางกลับเมืองไทยต้องมาที่นี่เลยค่ะ หรือหากใครไม่ชอบการช้อปปิ้ง ที่นี่ก็มีทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ให้ได้นั่งชิลล์ๆ ละเลียดอาหารเยอรมันแสนอร่อยไปพร้อมๆ กับการชมผู้คนที่เดินผ่านไปมา รวมถึงนั่งชมการแสดงของนักแสดงข้างถนนไปพร้อมๆ กับดื่มเบียร์เยอรมันแก้วโตแกล้มด้วยไส้กรอกเยอรมันรสชาติดีก็ดูจะเข้าท่าไม่เบา

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก Content Marketing Story @Am2b Marketing








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น